วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เมื่อคุณมีการตั้งครรภ์ ห้ามทำสิ่งเหล่านี้ !!

เมื่อคุณมีการตั้งครรภ์ ห้ามทำสิ่งเหล่านี้ !!

การตั้งครรภ์


          ในขณะที่คุณสาวกำลังมีการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะการตั้งครรภ์ที่เป็นครรภ์แรก คุณอาจจะยังไม่รู้เกี่ยวกับพฤติกรรมที่คนท้องไม่ควรทำ หรือข้อห้ามต่างๆที่คุณหมอเตือนว่าห้ามทำหรือหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ทำให้น้อยที่สุดเพื่อสุขภาพของคุณแม่และเจ้าตัวน้อย ซึ่งข้อห้ามที่จะกล่าวถึงนั้นมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับไม่ใช่คำบอกเล่าจานกันมาแต่อย่างใดนะคะคุณแม่

การตั้งครรภ์


1.ห้ามสามีนอกใจ
          รายงานทางการแพทย์พบว่า สามีนอกใจภรรยามากที่สุดในช่วงที่ภรรยามีการตั้งครรภ์ ไปเที่ยวหญิงบริการ มีเพศสัมพันธุ์กับผู้หญิงอื่นมากหน้าหลายตา การกระทำดังกล่าวอาจส่งผลต่อแม่และลูกเพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ เช่น เชื้อเอดส์ เชื้อหนองใน เชื้อเริม และโรคซิฟิลิส  ทุกเชื้อที่กล่าวมานั้นอาจส่งผลต่อสุขภาพของทารกอาจทำให้เกิดความพิการได้ การป้องกัน คุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์อย่าละเลยในการให้ความสุขกับสามี เพราะตลอด 9 เดือน คุณแม่ตั้งครรภ์ที่แพทย์ไม่ได้จำกัดกิจกรรมทางเพศ คุณสามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติในท่าทีไม่ผาดโผนจนเกินไป

2.ห้ามปีนป่ายที่สูงหรือยกของหนัก
           ในขณะที่คุณแม่ตั้งครรภ์ยกของที่มีน้ำหนักเยอะ แรงดันจะไปกดอยู่ที่มดลูก เพราะมดลูกเป็นจุดศุูนย์กลาง แรงดันขณะยกของเสี่ยงต่อการแท้งบุตรได้ การยกของหนัก – ปีนป่ายที่สูง หากเสียการทรงตัวทำให้อาจทำให้ล้มกระแทกได้

3. ห้ามใช้น้ำยาทำความสะอาดช่องคลอดหรือสวนล้างช่องล้างช่องคลอด
          ในระหว่างการตั้งครรภ์ ฮอร์โมนที่มีการเปลี่ยนแปลงจะส่งผลให้อวัยเพศมีกลิ่นมากขึ้น คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรจะสวนล้างช่องคลอด หรือใช้ผลิตภัณฑ์กำจัดกลิ่น เพราะจะเป็นการนำพาเชื้อโรคเข้าสู่ช่องคลอดโดยตรง โดยปกติแล้วบริเวณช่องคลอดจะมีเชื้อที่คอยดักจับเชื้อโรคไม่ให้ผ่านเข้าไปในช่องคลอด คนปกติจึงไม่เกิดการติดเชื้อได้ง่ายๆ แต่ถ้าเมื่อไหร่ มีการสวนล้างช่องคลอดหรือใช้น้ำยารุนแรง เชื้อที่เคยมีจะตายไป ทำให้เชื้อโรคต่างๆวิ่งเข้าสู่ช่องคลอด อาจะทำให้โพรงมดลูกเกิดการติดเชื้อทั้งแม่และลูกได้อย่างง่ายดาย

4.ห้ามใส่ชุดรัดแน่นพอดีตัวจนเกินไป
           คุณแม่ตั้งครรภ์ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่หลวมๆสบายๆ ระบายอากาศได้ดี เนื่องจากในระหว่างการตั้งครรภ์มีการเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในร่างกายอย่างมากโดยเฉพาะฮอร์โมนเพศ ทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์มีกลิ่นตัว รวมถึงกลิ่นอวัยะเพศที่แรงขึ้นด้วย การสวมใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่น ทำให้เกิดกลิ่นอับมากขึ้น และยังทำให้ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี หายใจไม่สะดวกอาจจะทำให้หน้ามืด หรือเป็นลมได้

5.ห้ามดื่มนมเยอะเกินวันละ 2 แก้ว
          คุณแม่หลายๆคนดื่มนมเพื่อบำรุงครรภ์ตั้งแต่รู้ว่าเริ่มตั้งครรภ์ในปริมาณมาก แต่ตามหลักโภชนาการแล้ว ควรเริ่มดื่มนมบำรุงครรภ์เมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่2ของการตั้งครรภ์ เพราะช่วงในเวลาดังกล่าวทารกจะสามารถดึงแคลเซี่ยมจากคุณแม่ไปใช้มากขึ้น อาจจะทำให้คุณแม่สูญเสียเเคลเซียมในร่างกายไปมากกว่าปกติ ดังนั้นการดื่มนมวัววันละ 1 แก้ว หรือนมถั่วเหลืองวันละ 2แก้วก็เพียงพอแล้ว หากคุณแม่ตั้งครรภ์ดื่มนมมากเกินความจำเป็นอาจส่งผลให้ทารกมีความเสี่ยงต่อการแพ้ได้ง่าย เช่น แพ้โปรตีนในนมวัว เป็นต้น

6.ใกล้คลอด ห้ามเดินทางไกล
          สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ไตรมาสสุดท้ายแล้ว โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีอายุครรภ์ 32 สัปดาห์ขึ้นไป ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางไกล เพราะในช่วงเวลานี้จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรือการคลอดก่อนกำหนดได้ง่ายๆ

7.ห้ามทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์
          อาหารไม่มีประโยชน์ในที่นี้ นอกจากจะทำลายสุขภาพของคุณแม่แล้ว ยังส่งผลไปถึงสมองของลูกน้อยด้วย ได้แก่ พวกแอลกอฮอล์ คาเฟอีน อาหารที่มีรสหวานจัด มันจัด เผ็ดจัด ดิบๆสุกๆ ของหมักดอง อาหารกระป๋อง และอาหารที่ใส่ผงชูรส

8.อย่าผิดนัดฝากครรภ์
          คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องให้ความสำคัญของการฝากครรภ์ เพราะร่างกายของคุณแม่และเจ้าตัวน้อยจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ถ้าเกิดพบความผิดปกติของตัวคุณแม่หรือลูกน้อยในครรภ์ คุณหมอจะได้ให้การช่วยเหลือได้ทันเวลา  หากติดธุระพลาดนัด ก็ควรรีบไปพบคุณหมอในวันถัดไป

9.ห้ามเครียด
          ในขณะที่ร่างกายของคนเราเกิดภาวะความเครียด ฮอร์โมนคอร์ติโซลจะทำงาน ส่งผลให้ร่างกายของเราจะรู้สึกอยากทานอาหาร ทำให้คุณแม่ทานอาหารในปริมาณที่มากขึ้น เครียดมากก็กินมาก แล้วก็อ้วนมาก จะทำให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์น้ำหนักตัวพุ่งพรวดได้นะคะ และนอกจากนั้นแล้ว ยังพบว่า คุณแม่ที่มีภาวะความเครียดสูง เจ้าตัวน้อยก็สามารถรับรู้ได้เช่นกัน และเมื่อเจ้าตัวน้อยคลอดออกมาแล้วจะงอแงเลี้ยงยาก

10.อย่าออกกำลังกายผาดโผนหรือหักโหมเกินไป
          ในทุกๆช่วงของการตั้งครรภ์ คุณแม่ควรออกกำลังกายในลิมิตที่พอเหมาะ ในไตรมาสแรกนั้นถ้าหากคุณแม่ออกกำลังกายหักโหมและผาดโผนมากไปจะเกิดแรงสั่นสะเทือนสูง ส่งผลต่อตัวอ่อนในครรภ์ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการแท้งบุตรได้  สำหรับไตรมาสที่ 2  –  3  อย่าออกกำลังกายหักโหมเกินไป เพราะร่างกายจะแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนไม่ทัน จะทำให้เจ้าตัวน้อยในครรภ์เกิดภาวะขาดออกซิเจนได้เช่นกัน

11.อย่าใส่รองเท้าส้นสูง
           คุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์มักจะมาพบคุณหมอ เนื่องจากอาการการปวดหลังอยู่เป็นจำนวนมาก และโดยส่วนใหญ่แล้ว คุณแม่คงนึกไม่ถึงว่า สาเหตุจะมาจากรองเท้า การที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์สวมรองเท้าส้นสูงจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณเอว หลัง ลงไปถึงช่วงน่องเกิดความตึงเตรียด และทำให้เกิดอาการปวดตามมานั่นเอง นอกจากนั้นยังพบอีกว่า รองเท้าส้นสูงจะทำให้จุดศูนย์ถ่วงของคุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์เสียสมดุล ซึ่งอาจจะทำให้ลื่นล้มและแท้งบุตรได้

12.ห้ามกินยาบ่อย
          ข้อนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะในการตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์แรก เพราะเป็นช่วงก่อร่างสร้างอวัยวะที่สำคัญๆของตัวอ่อน หากกินยาที่อันตราย ส่งผลต่อความพิการของทารกในครรภ์ได้เช่นแขนขาพิการ ปากแหว่ง เพดานโหว่ โดยเฉพาะยากลุ่มลดสิว  สำหรับยามัญประจำบ้านคุณแม่สามารถรับประทานได้ แต่ถ้ามีอาการรุนแรงแนะนำให้พบแพทย์เท่านั้น ข้อนี้รวมไปถึงห้ามใช้สารเคมีด้วยเช่น ฉีดยากันยุง

13.ห้ามนอนดึก
          คุณสาวๆที่กำลังมีการตั้งครรภ์ควรจะนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง ถ้าหากในตอนกลางคืนพักผ่อนไม่เพียงพอ ในช่วงกลางวันแนะนำให้คุณแม่นอนงีบสัก 1 งีบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะ 14 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์มีงานวิจัยในสหรัฐอเมริกาพบว่า ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์นอนน้อยกว่าคืนละ 5 ชั่วโมง จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ รุมเร้าตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ เช่น โรคความดันโลหิตสูง  ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อคุณแม่และเจ้าตัวน้อยในครรภ์ด้วย

14.ห้ามลดน้ำหนักหรืออดอาหาร
         ถ้าคุณหมอไม่ได้สั่งคุณแม่ว่าต้องจำกัดอาหาร คุณแม่ก็ควรควรรับประทานอาหารให้ครบ และเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพราะคุณแม่ที่อดอาหารขณะมีการตั้งครรภ์ จะส่งผลให้ทารกมีอัตราการคลอดก่อนกำหนดสูง และสมองอาจจะพิการได้ เพราะว่า ในอาหารทั้ง 5หมู่นั้น มีสารอาหารที่สำคัญมากๆต่อการบำรุงสมองของเจ้าตัวน้อย เช่น โฟเลต ที่ได้จากผักผลไม้ และวิตามินต่างๆที่สามารถช่วยในการสร้างอวัยวะสำคัญๆ คุณแม่ที่เกรงว่าจะอ้วน หลังคลอดแนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เองอย่างเดียวรับรองน้ำหนักจะลดลงอย่างรวดเร็วค่ะ

          การดูแลสุขภาพการตั้งครรภ์นั้นสำคัญ เพราะไม่ใช่เพราะคุณแม่เพียงคนเดียว แต่รวมไปถึงเจ้าตัวน้อยในท้องด้วย หากพบความผิดปกติควรพบแพทย์ทันที

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

อาการคนท้อง

อาการคนท้อง 

อาการคนท้อง


อาการคนท้อง


          เมื่อคุณมีการตั้งครรภ์ หนึ่งสิ่งที่จะขึ้นกับคุณนั่นก็คือ การแพ้ท้อง เป็นอาการคนท้องที่เกิดกับคุณแม่ที่เริ่มมีการตั้งครรภ์ บางคนอาจจะมีการแพ้ท้องในช่วง 6-20 สัปดาห์ แต่บางคนก็เกิดการแพ้ท้องไปตลอดระยะเวลาของการตั้งครรภ์เลยก็เป็นไปได้ ซึ่งเราจะรวบรวมอาการคนท้องที่บ่งบอกว่าเป็นการแพ้ท้อง รวมทั้งความรู้ในด้านต่างๆด้วย

ระยะเวลาที่จะเกิดการแพ้ท้อง หลังจากมีการตั้งครรภ์

          ในอาการคนท้อง ระยะเวลาที่จะเกิดการแพ้ท้องนั้น คุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์แต่ละท่านจะมีอาการในเวลาที่ไม่เท่ากัน อาจจะเป็นเพราะฮอร์โมนหรือการเจริญเติบโตของตัวอ่อน แต่จะมีการเริ่มแพ้ท้องในช่วง 6 สัปดาห์แรก หลังจากปฏิสนธิ ซึ่งบางคนอาจจะแพ้ท้องเร็วหรือช้ากว่านี้นิดหน่อย  และการแพ้ท้องนั้น คุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์โดยทั่วไปจะหยุดแพ้ท้องช่วง 20 สัปดาห์ หรืออาจจะมีบางคนที่แพ้ท้องไปตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ หรือบางคนก็จะมีอาการแพ้ๆ หยุดๆ แล้วก็แพ้ท้องอีกก็มีเหมือนกัน จากสถิติพบว่า คุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์ มีการแพ้ท้องเกินกว่า 50 % โดยเฉพาะในระยะ 3 เดือนแรกที่เริ่มการตั้งครรภ์ มักจะมีอาการแพ้เยอะพอสมควร


ระดับของการแพ้ท้อง

อาการคนท้อง จะมีระดับของการแพ้ท้องแบ่งออกเป็น 3 ระดับจากน้อยไปมาก ดังนี้

1. แพ้ท้องระดับเล็กน้อย
อาการคนท้องในระดับนี้ จะมีการแพ้ท้องในช่วงเช้าของวัน โดยจะมีอาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะ อาเจียนบ้างบางครั้ง และรับประทานอาหารได้น้อยลง ในระดับนี้เป็นระดับที่ไม่น่าเป็นห่วง สามารถใช้วิธีช่วยลดอาการแพ้ท้องได้ (อ่านได้ในท้ายบทความ)

2. แพ้ท้องระดับปานกลาง
อาการคนท้องในระดับนี้ จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ทานอะไรไม่ได้เลย ถึงแม้จะพักผ่อนแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำให้อาการดีขึ้นเลย อาการคนท้องลักษณะนี้ ต้องรีบไปพบคุณหมอ เพื่อให้คุณหมอดูแลรักษา โดยคุณหมอจะให้น้ำเกลือ ฉีดกลูโคส เพื่อระงับการอ่อนเพลียเนื่องจากการอาเจียน และคุณหมอจะให้ยาระงับการคลื่นไส้ ซึ่งต้องกินก่อนจะมีการแพ้ รวมทั้งคุณหมอจะแนะนำวิธีการปรับตัวในการทานอาหาร ซึ่งหลังจากพบคุณหมอแล้ว อาการคนท้องของคุณแม่จะดีขึ้น

3.แพ้ท้องระดับรุนแรง
อาการคนท้องในระดับนี้ เป็นการแพ้ท้องของคุณแม่ที่มีอาการรุนแรง ซึ่งโดยทั่วไปจะพบได้เพียง 0.3-2% ของคุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์ทั้งหมด ซึ่งในอาการคนท้องกลุ่มนี้จะมีการแพ้ท้องเร็วกว่าและยาวนานกว่าคุณแม่ทั่วไป โดยจะมีการอาเจียนมาก จนกินอะไรไม่ได้เลย บางคนอาจจะอาเจียนจนคออักเสบ มีเลือดจากเยื่อบุลำคอผสมออกมากับอาเจียน จนถึงขั้นเลือดออกใต้เยื่อบุตา อาเจียนมากจนทำให้ร่างกายขาดน้ำและอาหารจนอ่อนเพลียมาก ผู้ที่มีอาการคนท้องในระดับนี้ ต้องพบแพทย์และอยู่ใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด


แพ้ท้องมีอาการยังไง ?

แพ้ท้องเป็นอาการคนท้องทั่วไปที่พบได้ในคุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์ ได้แก่

1. มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ เมื่อตื่นนอนตอนเช้า บางคนอาจมีอาการหน้ามืดเพราะอาเจียนเยอะทำให้ร่างกายขาดอาหาร

2. รู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ง่วงเหงาหาวนอนตลอดเวลาเพราะฮอร์โมนเปลี่ยนไปจึงทำให้เกิดการเตรียมความพร้อมของร่างกาย

3. มีอาการขมเฝื่อนในปาก เนื่องจากร่างกายที่เปลี่ยนไป ทำให้ทานอาหารไม่อร่อย

4. รู้สึกเหม็นกับบางสิ่งบางอย่าง ทั้งๆที่ก่อนหน้าที่จะมีการตั้งครรภ์ไม่ได้รู้สึกเหม็นกับสิ่งนั้นๆเลย


แพ้ท้องเกิดจากสาเหตุอะไร

แพ้ท้องเป็นอาการคนท้องที่มีสาเหตุอยู่ 2 ประการ คือ

1. เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน Human Chorionic Gonadotropin (HCG) ที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงระบบประสาทการรับกลิ่นที่สูงขึ้น ประสาทรับรสที่เปลี่ยนไป รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ทำให้เกิดอาการแพ้ท้อง

2. เกิดจากความวิตกกังวล รวมไปถึงความเครียดของตัวคุณแม่เองด้วย ความวิตกกังวลและความเครียด ก็มีผลต่อการแพ้ท้อง บางคนที่มีความวิตกกังวลสูงจะยิ่งส่งผลทำให้เกิดการแพ้ท้องมากขึ้น


วิธีที่ช่วยลดการแพ้ท้อง

วิธีที่ช่วยลดอาการคนท้องในเรื่องการแพ้ท้องที่ใช้ได้ผล

1. ทันทีเมื่อคุณแม่ตื่นนอนให้รีบทานของขบเคี้ยวง่ายๆ และไม่หวานมาก เช่น บิสกิตหรือขนมปังกรอบจะช่วยได้อย่างมาก หลังจากนั้น ให้นอนพักอีกประมาณ 20-30 นาที ก่อนลุกออกจากเตียง

2. ในเวลาระหว่างวันนั้นให้แบ่งมื้ออาหารทีละน้อยๆ หลายๆมื้อ หรือทานครั้งละน้อยๆ แต่รับประทานบ่อยๆ ซื้อของขบเคี้ยวมาเก็บไว้ เช่น ขนมปังกรอบหรือโยเกิร์ตไว้ ทานเวลาหิว

3. ทาน อาหารที่มีโปรตีนสูง+อาหารที่มีโปรตีนสูง สามารถลดการแพ้ท้องได้ ควรทานอาหารทั้งสองอย่างนี้ร่วมกัน เช่น ไข่สุก+ขนมปัง เป็นต้น

4. พยายามดื่มน้ำให้มากๆ เช่น น้ำผลไม้ หรือน้ำขิงอุ่นๆ เพราะน้ำขิงสามารถช่วยลดการแพ้ท้องได้

5. พักผ่อนให้มากๆ ให้เพียงพอ แต่ไม่ควรนอนทันทีหลังจากทานอาหารเพราะจะทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้ง่าย .



วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

รู้ตัวได้อย่างไรว่ากำลังมีการตั้งครรภ์

รู้ตัวได้อย่างไรว่ากำลังมีการตั้งครรภ์

อาการตั้งครรภ์

อาการที่บ่งบอกว่าคุณกำลังมีการตั้งครรภ์ คือ

- ประจำเดือนขาดหายไป
- มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และจะมีอาการตั้งครรภ์ลักษณะนี้มากในช่วงเช้า
- อยากทานอาหารอะไรแปลกๆ
- รู้สึกอ่อนเพลีย อารมณ์ขึ้นๆลงๆ แปรปรวนง่าย
- อาจมีอาการปวดศีรษะบ่อยครั้งมากขึ้น แต่ไม่รุนแรงมากนัก
- เต้านมและหัวนมจะขยายใหญ่ขึ้น อาจทำให้รู้สึกเจ็บคล้ายกับตอนใกล้มีประจำเดือน
- ปวดปัสสาวะบ่อย เป็นเพราะขนาดมดลูกที่โตขึ้นจึงไปเบียดทับกระเพาะปัสสาวะ กระตุ้นให้ปวดปัสสาวะบ่อยขึ้น

          ถ้าหากยังไม่แน่ใจว่ามีการตั้งครรภ์รึเปล่า แนะนำให้ไปซื้อที่ตรวจการตั้งครรภ์มาตรวจ ถ้าขึ้น 2 ขีด ก็แสดงความยินดีด้วยค่ะ คุณมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นแล้ว ^^ หรือหากยังไม่ชัดเจน ให้ไปพบสูตินารีแพทย์ค่ะ

การตั้งครรภ์


แพทย์จะวินิจฉัยได้ยังไงว่าคุณมีการตั้งครรภ์แล้ว ?
          แพทย์จะทำการตรวจการตั้งครรภ์โดย สอบถามอาการต่างๆ สอบถามประวัติการมีเพศสัมพันธ์ สอบถามประวัติการขาดประจำเดือน และทำการตรวจร่างกาย ตรวจภายใน และตรวจโดยการนำปัสสาวะไปตรวจดูผลการตั้งครรภ์

เมื่อรู้ว่ามีการตั้งครรภ์แล้ว ควรไปพบคุณหมอตอนไหน ?
          เมื่อรู้ว่าตัวเองมีการตั้งครรภ์ควรรีบไปพบคุณหมอทันทีที่ทำได้ เพื่อที่จะทำการฝากครรภ์ให้อยู่ในการดูแลของคุณหมอ และเพื่อตรวจหาอายุครรภ์ที่แน่นอน หรือมีภาวะเสี่ยงในการตั้งครรภ์รึเปล่า นอกจากนี้ยังต้องมีการเจาะเลือดไปตรวจเพื่อตรวจดูว่ามีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ (โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์) หรือไม่ รวมไปถึงการตรวจอย่างละเอียด เช่น ตวรจโรคธาลัสซีเมียด้วย เพื่อการดูแลทารกอย่างใกล้ชิดตั้งแต่อยู่ในครรภ์

คุณแม่จะสามารถดูแลตัวเองได้ยังไงเมื่อมีการตั้งครรภ์
          การดูแลตัวเองขณะที่มีการตั้งครรภ์นั้นไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย และที่สำคัญก็คือ

- การเลือกรับประทานอาหาร
          คุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์ควรได้รับสารอาหารมากขึ้นกว่าปกติ ประมาณ 300 กิโลแคลอรีต่อหนึ่งวัน คุณแม่ควรได้รับธาตุเหล็กเสริมด้วยในระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเมื่อมาฝากครรภ์กับคุณหมอ คุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์จะได้รับธาตุเหล็กในรูปของยาเม็ดกลับไป และควรทานยานี้วันละหนึ่งเม็ดตลอดการตั้งครรภ์

- การออกกำลังกาย
          ผู้หญิงที่มีการตั้งครรภ์สามารถออกกำลังกายได้ตามปกติ ถ้าหากการออกกำลังกายชนิดนั้นไม่ทำให้มีอาการเหนื่อยเกินไปหรือเป็นการออกกำลังกายชนิดที่จะทำให้เกิดอันตราย ก็สามารถออกกำลังกายได้ค่ะ แต่แนะนำให้ออกกำลังกายเบาๆจะดีกว่าค่ะ

- การทำงาน
          ควรหลีกเลี่ยงงานที่ต้องออกกำลังมาก ไม่ควรทำงานต่อเนื่องจนเกิดอา การเหนื่อยมาก ควรมีเวลาพักระหว่างวัน หญิงตั้งครรภ์ที่เคยคลอดบุตรน้ำหนักน้อยมาก่อนควรจำกัดการทำงานไม่ให้มากเกินไป

- ปัญหาท้องผูกของผู้หญิงที่มีการตั้งครรภ์
          ส่วนใหญ่คุณแม่ตั้งครรภ์มักจะพบกับปัญหาท้องผูก และอาจทำให้มีโอกาสเป็นริดสีดวงทวารหนักได้ แนะนำให้พยายามป้องกันไม่ให้เกิดอาการท้องผูก โดยดื่มน้ำเยอะๆ ทานอาหารที่มีกากใยอาหารมากขึ้น (เน้นผักและผลไม้) และออกกำลังกายบ้าง

- การมีเพศสัมพันธ์
          คุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์ สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ ยกเว้นในช่วงที่เข้าเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ไปจนถึงการคลอด

- การสูบบุหรี่
          หากคุณมีการตั้งครรภ์แล้ว ทั้งคุณแม่และสามีควรงดการสูบบุหรี่ เพราะจะมีผลต่อน้ำหนักตัวของเจ้าตัวน้อยในครรภ์

- การดื่มแอลกอฮอล์
          คุณแม่ที่มีการตั้งครรภ์ ไม่ควรดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ในระหว่างการตั้งครรภ์ เนื่องจากจะส่งผลทำให้เกิดภาวะทารกมีการเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ มีรูปร่างพิการแต่กำเนิด หรืออาจจะทำให้ปัญญาอ่อนได้

เมื่อมีการตั้งครรภ์ มีข้อห้ามอะไรบ้าง ?
          ข้อห้ามสำคัญในขณะที่คุณมีการตั้งครรภ์ คือ ห้ามใช้ยารักษาอาการเจ็บป่วย การทานยาทุกชนิดควรอยู่ในการดูแลของคุณหมออย่างใกล้ชิด เพราะในตัวยาบางชนิดอาจส่งผลให้ทารกพิการได้
และนอกจากนี้ หากคุณแม่มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคธาลัสซีเมีย แนะนำให้รีบไปฝากครรภ์กับคุณหมอเพื่อตรวจประเมินความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ว่า ในการตั้งครรภ์นี้จะส่งผลเสียต่อมารดาและทารกในครรภ์หรือไม่.



วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สัญญาณเตือนข่าวดี “อาการคนท้อง”

สัญญาณเตือนข่าวดี “อาการคนท้อง”

อาการคนท้อง


          สาวๆที่กำลังอยากมีลูกอยู่นั้นอาจกำลังเข้าใจว่า อาการคนท้องนั้นมีแค่คลื่นไส้อาเจียน แต่จริงๆแล้วยังมีอาการคนท้องอีกหลายอย่างที่เป็นสัญญาณเตือนเราว่า เจ้าตัวน้อยกำลังจะมาแล้วนะจ๊ะ ให้ว่าที่คุณแม่เตรียมตัวดูแลตัวเองและดูแลเจ้าตัวน้อยกันได้เลยค่ะ และจะอาการคนท้องอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลยยยย ^^

อาการคนท้อง


1.รู้สึกเหนื่อยล้า
          คุณอาจจะรู้สึกเหนื่อยมากๆ ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรเลยหรือเปล่า รู้สึกง่วงเหงาหาวนอนตลอดทั้งวันใช่ไหม นี่อาจจะเป็นผลมาจากระดับปริมาณของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก็ได้นะ แต่ไม่ต้องห่วงหรอก พอเข้าช่วงไตรมาสสองของการตั้งครรภ์ เรี่ยวแรงของคุณก็จะคืนกลับมาเอง

2.เริ่มเหม็นกลิ่นต่างๆ
         เป็นผลมาจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้นของผู้หญิงที่อยู่ในช่วงมีการตั้งครรภ์ อาจทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์กลายเป็นคนจมูกไว ได้กลิ่นอะไรก็พาลเหม็นจนอยากอาเจียนไปหมด ในตอนนี้กลิ่นอาหารที่เคยชอบทาน กลิ่นน้ำหอมที่ใช้ก็อาจจะพาลเหม็นได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยค่ะ

3.รู้สึกว่าเจ็บหน้าอกหรือหน้าอกบวม
          หน้าอกของว่าที่คุณแม่ในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ อาจจะมีอาการบวมเพราะมีเลือดไปเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้นจนทำให้รู้สึกเจ็บ รวมถึงรู้สึกว่าหน้าอกไวต่อสัมผัสคล้ายๆกับอาการในช่วงก่อนมีประจำเดือนเลยค่ะ

4.มีอาการอาเจียน คลื่นไส้
          เป็นอาการคนท้องที่พบบ่อยมากจนเป็นสัญลักษณ์ของการตั้งครรภ์ไปแล้วก็ว่าได้ อาการคลื่นไส้อาเจียนมักเกิดขึ้นหลังจากที่ตัวอ่อนมีการปฏิสนธิได้ 1 เดือน และลดลงเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่สองของการตั้งครรภ์ แต่ก็ไม่เสมอไป คุณแม่บางคนอาจมีอาการแพ้ท้องเร็วกว่ากำหนด ขณะที่บางคนโชคดีไม่มีอาการแพ้ท้องเลย หรือไม่บางคนก็โชคร้ายหน่อย แพ้ท้องไปจนถึงเดือนสุดท้ายก่อนคลอดเลยก็มี

5.ประจำเดือนไม่มา
          ประจำเดือนขาดก็เป็นอันหนึ่งอาการคนท้องที่สังเกตได้ง่ายที่สุด ถ้าประจำเดือนที่เคยมาเป็นปกติขาดหายไป รอแล้วรอเล่าไม่มาสักที แสดงว่าคุณอาจจะกำลังมีการตั้งครรภ์ เพราะหลังจากการปฏิสนธิแล้ว ประจำเดือนจะขาดหายไป แนะนำให้ไปซื้อเครื่องตรวจการตั้งครรภ์มาตรวจกันได้เลยนะคะ

6.ปวดฉี่บ่อย
          อาการปวดปัสสาวะบ่อยเป็นอาการคนท้องปกติของคุณแม่ที่เริ่มมีการตั้งครรภ์ เพราะร่างกายจะผลิตเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆมากขึ้น ทำให้ไตขับของเสียในรูปของของเหลวมากขึ้นตามไปด้วย เลยทำให้คุณแม่ปัสสาวะบ่อยนั่นเอง

7.ท้องผูก
          อาการคนท้องลักษณะนี้ มีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อมีการตั้งครรภ์ ทำให้การบีบตัวของลำไส้ลดลง มดลูกอาจไปทับลำไส้ใหญ่ การแก้ไขเรื่องท้องผูกในอาการคนท้องลักษณะนี้คือพยายามทานอาหารที่มีกากใยเยอะๆ ดื่มน้ำมากๆ และออกกำลังเบาๆให้พอเหมาะ จะช่วยแก้ไขอาการท้อผูกได้

8.หน้าท้องป่อง
          คุณแม่อย่าเพิ่งตกใจกับอาการคนท้องลักษณะนี้นะคะ คุณแม่ยังไม่เป็นคุณแม่ท้องกลมตั้งแต่ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์หรอกค่ะ หน้าท้องที่เคยแบนราบแค่ป่องออกมานิดๆหน่อยๆ หรือรู้สึกว่าเอวกางเกงตัวโปรดมันเริ่มคับขึ้นมานิดหน่อย เพราะแค่มีก๊าซในกระเพาะมากขึ้นเท่านั้นเอง

9.มีเลือดออกจากช่องคลอด
          ระยะแรกเริ่มของการตั้งครรภ์ ช่วงที่ตัวอ่อนฝังตัวในมดลูก ว่าที่คุณแม่บางคนอาจมีเลือดไหลออกมาทางช่องคลอด อาการคนท้องในลักษณะนี้มักเกิดขึ้นหลังจากตัวอ่อนปฏิสนธิได้11-12 วัน (เวลาเดียวกับที่คุณเริ่มสังเกตว่าประจำเดือนขาด) เลือดที่ไหลออกมามักเป็นเลือดจางสีแดงหรือชมพู และจะหยุดไหลภายใน 1-2 วัน อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณแม่รู้ตัวว่ามีการตั้งครรภ์แล้ว และพบว่ามีเลือดไหลออกมาทางช่องคลอดร่วมกับอาการปวดท้อง ควรรีบไปพบคุณหมอ เพราะนี่อาจเป็นสัญญาณของภาวะท้องนอกมดลูกได้


ขอบคุณที่มา : .